วิสัยทัศน์เทศบาลตำบลหนองบอน "ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เน้นภาคผลผลิตที่มีคุณภาพ พัฒนาการแปรรูปสินค้าของตำบลหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การคมนาคมสะดวกและการศึกษาเป็นเลิศ"

สายตรงนายก

ร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ

facebook

ปราบปรามทุจริต

คู่มือประชาชน

ข่าวสารอาเซียน

ศูนย์ดำรงธรรม

ตรวจเช็คอีเมล

ระบบจัดการเว็บไซต์

จัดการข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง

สถิติการเข้าชม เริ่มวันที่ 04/10/2561
วันนี้
19
เมื่อวานนี้
42
เดือนนี้
1,250
เดือนที่แล้ว
1,236
ปีนี้
5,777
ปีที่แล้ว
18,927
ทั้งหมด
51,547
ไอพี ของคุณ
34.231.247.88
ประชาสัมพันธ์

มีคำแนะนำ พร้อมความรู้ เกี่ยวกับ โควิด-19 ลองอ่านกันดูนะครับ....
????เมื่อโรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยได้ไม่ครบทุกคน และ home isolation ก็รับไม่ทันเช่นกัน อันเนื่องมาจากทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด แต่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงคิดว่าความรู้เรื่องโรคน่าจะเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลตนเองที่บ้านได้โดยไม่ตื่นตระหนกและเครียดจนเกินไป

เลยจะมาย้ำความรู้เรื่องโควิดแบบให้ชาวบ้านเข้าใจได้นะคะ

โควิด เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางทางเดินหายใจ โดยเชื้ออยู่ในสารคัดหลั่งพวกน้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ ทำให้รับเชื้อได้หลายทาง ยกตัวอย่างเช่น
- ถ้าเราคุยกันในระยะใกล้โดยไม่ใส่หน้ากาก เราจะสามารถสูดเชื้อที่อยู่ในน้ำลายเข้าไปทำให้ติดเชื้อได้
- หากผู้ติดเชื้อจามเอามือปิดปาก ปิดจมูก เชื้อจะอยู่บนมือ พอเอาไปป้ายตามเสื้อผ้า ข้าวของ เชื้อก็จะติดอยู่บนนั้น ใครเดินผ่านมาเอามือไปโดนแล้วเผลอมาจับหน้าก็ติดกันไป
- วงเหล้า วงกินข้าวนี่ไม่ต้องอธิบายเนอะ เปิดปากพูดคุยขนาดนั้น เชื้อก็ฟุ้งเต็มวง สูดปุ๊บติดปั๊บ
- ผู้ติดเชื้อเกิดมีถ่ายเหลว พอกดชักโครก เชื้อก็ล่องลอยขึ้นมา คนเข้าต่อก็สูดเชื้อเข้าไป หรือเกิดบ้านติดกันใช้ช่องแอร์เดียวกัน อากาศถ่ายเทไม่ดีก็อาจจะทำให้รับเชื้อได้เช่นกัน

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เราต้องใส่ผ้าปิดปาก แยกสำรับอาหาร อยู่ห่างกัน ไม่ไปที่แออัดเป็นเวลานาน ล้างมือบ่อยๆ และปิดฝาชักโครกก่อนกดทุกครั้ง

เมื่อรับเชื้อแล้ว ประมาณ 3-5 วันจึงจะแสดงอาการ (ระหว่างนั้นก็สามารถแพร่เชื้อได้อยู่ดี) อาการที่พบบ่อยคือ ไข้ ปวดเมื่อยตัว น้ำมูก ไอ เจ็บคอ มีท้องเสียได้ บางคนรับรสรับกลิ่นเพี้ยนด้วย อาการไข้ เจ็บคอเป็นอยู่ 2-3 วันจะดีขึ้น อื่นๆจะดีตามมา เป็นไม่เกิน 7 วันจะดีขึ้นเอง
ตรงนี้อยากให้สังเกตอาการตัวเอง ว่าเริ่มมีอาการครั้งแรกวันไหน ให้นับวันนั้นเป็น day 0 เพื่อให้เป็นจุดยึดว่าเรามีอาการเป็น day ที่เท่าไหร่ เพราะความสำคัญอยู่ตรงนี้…

โดยส่วนมาก(70%) จะเหมือนเป็นหวัด ครบ day 7 อาการก็หายไปเอง แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้ถึง day 14 (เอาชัวร์ๆก็ day 21)

แต่ๆๆ ที่ว่า “ลงปอด” นั้นคืออาการรุนแรงขึ้น เริ่มเกิดปฏิกริยาของร่างกายทำให้เกิดการอักเสบไปในหลายอวัยวะ ถ้ารุนแรงมากจะถึงแก่ชีวิต อาการมักจะเริ่มมาที่ day 5-7 (ถ้าเลย day 10 ส่วนมากจะปลอดภัยละ) โดยปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการรุนแรงคือ
- อายุมาก
- น้ำหนักเยอะ (เกิน 90 กิโลกรัม หรือ BMI > 30)
- เป็นเบาหวาน หรือมีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ดี เช่นไตวายเรื้อรัง เส้นเลือดสมอง เส้นเลือดหัวใจ เป็นต้น
- โรคหอบหืดที่ควบคุมไม่ดี
จึงเป็นที่มาว่าคนกลุ่มนี้ ควรได้รับวัคซีน เพราะ วัคซีนเปรียบเสมือนการใส่เชื้อที่อ่อนแอ เข้าไปให้ร่างกายรู้จักก่อน ไม่ถึงกับทำให้ติด แต่พอที่จะทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่เหมาะสมขึ้นมา แล้วจำไว้ว่า ถ้าแกมาเมื่อไหร่นะ ชั้นจะสร้างภูมิขึ้นมาฆ่าพวกแกให้หมดโดยที่ไม่ทำให้อวัยวะชั้นเสียหายจ้ะ
และเป็นที่มาต่อมาว่า คนเหล่านี้หากติดเชื้อควรได้รับยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว (จริงๆยังไม่มียาที่ฆ่าไวรัสตัวนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆสำหรับทั่วโลกตอนนี้ แล้วมันยังกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆด้วยนะ ก็ต้องหวังต่อไปว่าเราจะสร้างยาฆ่ามันได้ในอนาคต)

จะรู้ได้ยังไงว่า “ลงปอด”…
ก็สังเกตอาการเอา ถ้าถึงวันที่ 7 แล้วยังมีไข้สูงก็ให้ระวังไว้ หรือเริ่มมีอาการหอบเหนื่อยเวลาเดินหรือทำกิจกรรมที่ต้องออกแรง หรือไอเยอะๆก็ให้ระวังไว้เช่นกัน ถ้ามีที่จับ oxygen ปลายนิ้วที่บ้านก็จะทำให้ตรวจเจอได้เร็วขึ้น โดยลองปั่นจักรยานอากาศสัก 3 นาทีแล้วจับออกซิเจนปลายนิ้วเทียบก่อนและหลังทำ ถ้าลดลง 3% ก็เข้าข่ายว่าจะลงปอด
สำหรับที่ลงปอดควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาล เพราะอาจต้องเอ็กซเรย์ดูความหนักเบา และให้ยาลดการอักเสบเพิ่มเติม

พอพ้นระยะ 14 วันไปแล้วถือว่าหายจากโควิดแล้ว ยินดีด้วย เราจะยังมีภูมิคุ้มกันไปอีกสักระยะ แต่พอพ้น 3 เดือนร่างกายก็อาจจะเริ่มลืม ก็มาฉีดวัคซีนกระตุ้นสัก 1 เข็มให้จำมันได้สักหน่อย

นี่แหละโควิด ที่เราต้องเผชิญอยู่ตอนนี้

หวังว่าจะเป็นความรู้ที่ทำให้พวกเราเฝ้าระวังไม่ให้ติด หรือติดแล้วก็รู้วิธีปฏิบัติตนเบื้องต้น กรณียังหาที่รักษาไม่ได้

ปล.ฟ้าทะลายโจรและสมุนไพรต่างๆ ขอให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะมันไม่ได้กันติด มันกันอักเสบคงพอได้ แต่มันมีพิษต่อตับต่อไตถ้ากินปริมาณมากและนานเกิน

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมีสติในการใช้ชีวิต แต่อย่าถึงกับเครียดจนสุขภาพจิตทรุดก่อนสุขภาพกาย และขอให้รอดพ้นจากโควิดแล้วไปต่อซีซั่นถัดไปด้วยกันนะคะ
Cr.คุณหมอ 

ดูน้อยลง

 
01 ตุลาคม 2564